ข่าวสาร

“หรั่ง อัครินทร์” พลิกชีวิตเพราะคิดได้ จากนักโทษสู่ช่างกีตาร์ขั้นเทพ

19 มีนาคม 2020

ช่างหรั่ง-อัครินทร์” เริ่มต้นเล่าให้สองพิธีกรรายการ "บางกอกซิตี้ เลขที่ 36" ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนก็มีครอบครัวอบอุ่น ฐานะทางบ้านค่อนข้างดี เนื่องจากคุณพ่อเป็นชาวต่างชาติ กระทั่งอายุ 6 ขวบ คุณแม่เสียฐานะที่บ้านก็เริ่มแย่ ครอบครัวต้องแยกกันอยู่ พี่สาวคนโตไปอยู่กับญาติฝ่ายแม่ น้องคนเล็กมีผู้อุปการะไปเลี้ยงดู เหลือเพียงพี่สาวคนรอง คุณพ่อ และตน 3 คน ทำให้เริ่มเกเร "อายุ 15 ผมเริ่มถูกจับเข้าสถานพินิจครั้งแรกในคดีพรากผู้เยาว์ เราไม่ได้ทำ แค่อยู่ในกลุ่มเพื่อนที่เป็นคนทำ ผมถูกจับเข้าไปในสถานพินิจ แล้วคุณพ่อไปประกันภายหลัง พอเข้าไปอยู่ในสถานพินิจที่นั่นไม่ได้สอนให้เป็นคนดี มีแต่สภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างจะเอาเปรียบซึ่งกันและกัน จนถลำลึกติดเป็นความคิดและพฤติกรรมเดินสู่เส้นทางความรุนแรง และยาเสพติด” กลายเป็นว่าเมื่อออกจากสถานพินิจ ช่างหรั่งกลับรู้สึกว่าเท่ เริ่มลองยาเสพติด จนต้องเข้าๆ ออกๆ สถานพินิจอยู่อย่างนั้น 5-6 ครั้ง ในช่วงเวลาแค่ 3 ปี ระหว่างอายุ 15-18 ปี จนกระทั่งคุณพ่อเสียชีวิต และเขาได้ไปเป็นทหารเกณฑ์ด้วย แต่ก็ไม่สามารถทำให้คิดได้กลับมาติดยา ต้องติดเรือนจำทหารอยู่ 1 ปี 6 เดือน "หลังจากนั้นก็ติดยามากขึ้น จำได้ว่าตอนนั้นอายุ 20 ปี 5 เดือน ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี ก่อนเข้าไปกลัวไปหมด ชีวิตวัยรุ่นเราจะต้องหมดไป ข้างในจะเป็นยังไง แต่เมื่อเข้าไปกลายเป็นว่าเจอคนที่รู้จักในเส้นทางยาเสพติดสมัยที่อยู่สถานพินิจทั้งนั้น อยู่คุกใหญ่เจอระบบกดขี่ข่มเหง มีการสถาปนาหัวหน้าแก๊งกันเอง หรือข้างในจะเรียกว่า พ่อบ้าน จนวันหนึ่งเราก็กลายเป็นพ่อบ้านใหญ่ฝั่งพระนครซะเอง เหมือนเราเริ่มเกเรไปเรื่อย จนเพื่อนยอมรับ สิ่งที่ได้กลับมาเมื่อได้เป็นพ่อบ้านใหญ่ คือความกลัวสุดขีด เพราะคนที่ขึ้นมาอยู่จุดนี้จะจบไม่สวย เพื่อนผมโดนทุบตายคาที่ อีกคนบาดเจ็บ เพราะมีคนรอจังหวะเล่น ล้มเรา เพื่อชิงตำแหน่งนี้ กลางคืนผมนอนไม่หลับเลย สุดท้ายเลยเขียนจดหมายไปหาพี่สาวให้มาหาผมอยากกราบลาเป็นวันสุดท้าย พี่สาวผมเป็นคนดีมาก เขาห่วงน้องจนชีวิตไปไหนไม่ได้ เจอผู้ชายดีๆ ก็ต้องพามาหาผมก่อนว่ารับได้หรือไม่ ผมไม่มีอะไรจะตอบแทนได้ก็ตั้งใจว่าจะจบชีวิตไม่ให้เขาต้องมาห่วงอีก พี่สาวมาหาเห็นเราเหมือนคนสิ้นหวังก็เลยแนะให้ศึกษาเรื่องศาสนา ให้นึกถึงพระเยซูคริสต์ ทำให้ก็เริ่มศึกษาอธิษฐาน ทำให้รู้สึกจิตใจดีขึ้น ไม่อยากเกเร และขอว่าถ้าท่านมีจริงขอให้ได้ออกจากคุกจะปรับเปลี่ยนตัวเอง ผ่านไป 1 ปีก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ เพื่อนในเรือนจำไม่มีใครคาดคิด” ช่างหรั่ง เล่าว่า เมื่อพ้นโทษ ขณะนั้นอายุ 28 ปีพี่สาวเกรงว่าจะเครียด ฟุ้งซ่านกลับไปยุ่งกับยาเสพติดอีก จึงพาไปอยู่ที่มูลนิธิบ้านพระพร เพราะที่นั่นมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจให้อดีตนักโทษที่ต้องการกลับตัว “ที่นี่ปรับตัวให้เราทุกอย่าง ผมได้มีโอกาสพบกับคุณแหลม (ณรงค์ชัย อร่ามเรืองสกุล) เป็นครูสอนผมทำกีตาร์คนแรก จุดประสงค์แค่อยากให้ผมมีอาชีพกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างคนปกติ ผมเองเป็นคนชอบงานด้านศิลปะ จึงตัดสินใจเริ่มทำ อยู่ที่นั่น 4 ปี จำได้ว่าขายกีตาร์ตัวแรกได้เงิน 12,000 บาทภูมิใจมาก เริ่มมองตัวเองว่ามือสองข้างที่ไม่เคยทำอาชีพสุจริต เราทำในสิ่งที่มีคุณค่าได้” ทุกวันนี้หลังออกจากมูลนิธิบ้านพระพร ช่างหรั่งได้เปิดร้านรับทำกีตาร์ และเพจชื่อ Be light Guitar โดยร้านตั้งอยู่ที่ถนนสรงประภา ซอย 15 มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น และยังทุ่มเทเวลาที่เหลือเกือบทั้งหมดให้กับการเป็นจิตอาสาเพื่อเข้าไปพูดและทำกิจกรรมในเรือนจำเพื่อทุกคนกลับตัวใหม่ ตนทำได้ ทุกคนก็ทำได้ ซึ่งสิ่งที่ภูมิใจอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือการได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของนักโทษที่กลับตัวกลับใจ และท่านนายกฯ ได้เซ็นชื่อบนกีตาร์ที่เขาทำเพื่อเป็นที่ระลึก “ทุกวันนี้ผมทำกีตาร์เป็นอาชีพที่เลี้ยงดูครอบครัว กีตาร์ตัวหนึ่งเริ่มต้น 35,000 บาทสามารถสั่งทำได้ทั้งไซส์และสี โดยหนึ่งตัวใช้เวลาทำประมาณ 1 เดือน ผมทำคนเดียว และเริ่มเอาน้องอดีตนักโทษที่ออกมามาช่วยทำ เพราะบางคนด้วยรอยสักเต็มตัว หรืออะไรหลายอย่างเขาอาจจะไปสมัครงานยาก อนาคตเขาอาจจะชอบทำอย่างอื่นก็ไม่เป็นไร แต่วันนี้ให้เขามีรายได้เลี้ยงชีพก่อน” สุดท้าย ช่างหรั่ง ยังย้ำด้วยว่า ยาเสพติดเลิกขาดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ตัวเอง และอยู่ที่ใจ หากเลือกไปอยู่ในเส้นทางที่ดี ทุกคนสามารถเลิกได้หมด แต่ถ้าใครคิดว่าไม่สามารถจะทำด้วยตัวเองได้ ยินดีที่จะให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลือให้ติดต่อมาได้ทันที

อ่านต่อทั้งหมด

ผู้พ้นโทษ = คนจนใหม่ รอสังคม "ให้" โอกาสคนเคยพลาด

19 มีนาคม 2020

" เคยคิดจะฆ่าตัวตายตอนที่ไม่มีงานทำ มันเหมือนชีวิตเราไม่มีค่า ถึงแม้เราจะออกจากเรือนจำแล้ว แต่ก็เหมือนสังคมยังตีตราว่า เราเป็นคนไม่ดีอยู่ จากที่ต้องต่อสู้กับคนในคุก พอออกสู่สังคมก็ต้องมาต่อสู้กับสายตาของสังคมว่าจะมองเราเป็นอย่างไร จะมีคนรับเราเข้าทำงานไหม ชีวิตแรกลำบากมากต้องปรับตัวนานมาก เพราะเราอยู่ในเรือนจำมานานทำให้เวลาออกมาอยู่นอกเลยปรับตัวไม่ได้ " นี่คือเสียงๆ หนึ่งของผู้พ้นโทษคดีพยายามฆ่าที่อยู่ในเรือนจำนานถึง 5 ปี กับการไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม จากสถิติปี 2559 พบว่า มีการอภัยโทษให้นักโทษกว่า 3.3 หมื่นคน มีผู้กลับมากระทำผิดซ้ำอีกจำนวน 1.1 พันคน หรือคิดเป็นตัวเลขแค่ 3.3 % ขณะเดียวกันสังคมไทยบอกว่า เราได้ให้โอกาสผู้ที่พ้นโทษแล้ว แต่พอในทางปฎิบัติจริง เหตุใดเราถึงยังหวาดกลัวผู้พ้นโทษอยู่ เรื่องนี้ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม เคยให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจ ถึงประเด็นผู้กระทำผิดเมื่อพ้นโทษแล้วกลับมากระทำผิดซ้ำ โดยตั้งคำถามถึง "มายาคติ" ของสังคมไทยต่อผู้กระทำผิดว่า สังคมได้ยอมรับเขากลับคืนสู่สังคมแล้วหรือไม่ ? รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ชี้ว่า สังคมไทยชอบที่จะจดจำคนพ้นโทษ แล้วไปกระทำผิดซ้ำ แต่คนกระทำผิดที่ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีกเลยที่มีมากกว่า แต่เราไม่เคยไปศึกษาและเผยแพร่ว่า ทำไม เขาจึงไม่กระทำผิดซ้ำอีก สำนักข่าวอิศรา พูดคุยกับ “เพชร” (นามสมมติ) อดีตนักโทษที่ปัจจุบันทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้พ้นโทษให้มีงานทำ เนื่องจากเขาเข้าใจคนหัวอกเดียวกัน และอยากให้สังคมเปิดโอกาสให้กลุ่มคนเหล่านี้ “เพชร” บอกกับเราว่า มีคนจำนวนมากที่เข้าไปอยู่ในคุกโดยที่เขาไม่ได้กระทำความผิดจริง ๆ และก็มีผู้ที่ทำความผิดจริง เขาเหล่านั้นต้องการปรับตัวกลับสู่สังคม "หากสังคมไม่ให้โอกาส คนเคยกระทำผิด และต้องโทษ ยังไงก็ต้องกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก เพราะการไม่มีรายได้ ก็เหมือนเป็นโดนบังคับไปในตัว คนที่เคยติดคุก ไม่ได้แปลว่า จะกลับตัวมาเป็นคนดีไม่ได้ และไม่ได้แปลว่า การติดคุกจะทำให้คุณค่าในชีวิตนั้นเปลี่ยนไป คนพ้นโทษออกมาก็ต้องการงานทำ เขามีภาระครอบครัวต้องเลี้ยงดู ถ้าเรามอบอาชีพที่สุจริตให้กับเขา เพื่อให้เขามีรายได้เลี้ยงชีพส่งเสียให้กับครอบครัว แค่นี้คนเหล่านั้นก็จะไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีก" ที่ผ่านมาแม้จะมีโครงการ เอสเอ็มอีแบงก์ ร่วมคืนคนดีสู่สังคมหวังยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างอาชีพให้แก่ผู้พ้นโทษ โดยให้ผู้พ้นโทษกู้เงิน นำไปประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว เพื่อตั้งตัวสร้างอาชีพไม่เกินรายละ 50,000 บาท แต่ถามว่า มีอาชีพไหนบ้าง ที่ผู้พ้นโทษสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ จากชีวิตติดลบหลังก้าวออกจากสถานกักขัง กอรปกับกฎระเบียบ กฎเกณฑ์เปิดกว้างพอแล้วหรือไม่ ด้วยยังมีกฎหมายบางตัวที่เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพ เช่น การออกพ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ 2559 โดยกระทรวงสาธารณะสุขกำหนดว่า คนที่จะประกอบอาชีพนวดได้ต้องพ้นโทษมาแล้วเกิน 1 ปี ถึงจะสามารถประกอบอาชีพและขึ้นทะเบียนในการทำอาชีพนวดได้ ทั้งๆ ที่ในเรือนจำจะมีการส่งเสริมอาชีพนวดให้กับผู้ต้องขัง หรือแม้แต่การไปประกอบอาชีพคนขับรถแท็กซี่ ก็จะต้องพ้นโทษมาแล้ว 5 ปี จะเห็นว่า บ้านเรายังมีกฎหมายไปจำกัดการประกอบอาชีพของผู้พ้นโทษอยู่ (อ่านประกอบ:ผอ.กองสังคมสงเคราะห์ เผยนักโทษที่ได้รับการอภัยโทษ กลับมาทำผิดซ้ำมีแค่ 3.3 %) หนึ่งในผู้ที่มอบโอกาสให้ผู้เคยกระทำผิดมาแล้ว สร้างอาชีพให้สตรีผู้เคยต้องโทษข้อหายาเสพติด นพ.พูลชัย จิตอนันตวิทยา ประธานฝ่ายการแพทย์ ผู้ก่อตั้ง“วิสาหกิจสุขภาพชุมชน บ้านกึ่งวิถี SHE” เขามองว่า คนกลุ่มนี้เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว หางานทำได้ยาก แต่หากมีทักษะการนวดติดตัวก็จะสามารถสร้างได้วันละประมาณ 650 บาท ซึ่งถือว่ามากกว่าปริญญาตรีอีก "ไม่อยากให้เขาคิดว่า สังคมนี้ไม่ให้โอกาส เพราะคนเราทุกคนสามารถทำผิดพลาดกันได้หมด แต่ขึ้นอยู่ว่า เราทำผิดแล้วเราสำนึกผิดจริงหรือไม่ ถ้าเราสำนึกผิดนั้นแล้วจริงๆ สังคมควรพร้อมที่จะให้โอกาส" นพ.พูลชัย ให้ความเห็น ขณะที่นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น นักพัฒนางานวิชาการภาคประชาสังคม ศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองถึงหลักการที่บอกว่า เมื่อผู้พ้นโทษออกจากคุกมาแล้วจะมีหน่วยงานเข้ามารับรองเพื่อจัดหางาน “ไม่จริงเลยสักอย่าง" ผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษออกมา วัชรพงศ์ ใช้คำว่า เป็นคนจนคนใหม่ทันที เป็นคนจนคนใหม่ที่เกิดกับสังคม เนื่องจากคนที่ไปติดคุกย่อมสูญเสียรายได้ เสียครอบครัว เสียที่ดินเพื่อนำเงินมาวิ่งสู้คดี กลายเป็นว่า พอพ้นโทษออกมาก็มีหนี้สิน” เขาสะท้อนให้เห็นว่า ถึงแม้ในเรือนจำจะมีการสอนทักษะอาชีพ แต่พอนักโทษออกมาก็ทำไม่ได้ เพราะทุกอย่างที่จะทำย่อมมีต้นทุน การสูญเสียรายได้จากการที่ติดคุก จะให้ออกมาประกอบอาชีพทั้ง ๆ ที่ไม่มีทุนมาสนับสนุน จึงเป็นไปไม่ได้ การไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม,ไม่มีอาชีพ,ภาครัฐไม่มีมาตรการรองรับ กลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้พ้นโทษในการปรับตัวเข้าสู่สังคมปกติ วัชรพงศ์ เชื่อว่า สิ่งที่สามารถช่วยเหลือในการปรับตัวได้นั่นก็คือ "ครอบครัว" "ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้รู้สึกว่าเราจะไม่กลับไปทำในสิ่งที่ไม่ดีอีก" อีกหนึ่งเสียงของผู้พ้นโทษออกมาแล้ว “นนท์” เล่าถึงครอบครัวที่เข้าใจและให้อภัยเขา และพร้อมเสมอที่จะให้โอกาสเขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ "ผมไม่อยากกลับไปเข้าเรือนจำอีก เพราะสงสารแม่และพี่สาว ตลอดเวลา 3-4 ปี ที่อยู่ในเรือนจำคดียาเสพติด ตัวเองก็ลำบาก พ่อแม่พี่ก็ลำบาก โดยตอนนี้มาขายของถึงแม้จะไม่ได้ขายดีมากมาย แต่ก็พออยู่ได้เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว” วันนี้ผู้พ้นโทษหลายต่อหลายกำลังรอสังคมไทย "ให้โอกาส" การประกอบอาชีพ มีรายได้ มีงานทำ ซึ่งก็นับว่ายากแล้ว แต่ที่ยากที่สุดเห็นจะเป็นการลบวาทกรรมที่ถูกผลิตทางความคิด ความเชื่อที่ว่า คนพ้นโทษส่วนใหญ่ต้องกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

อ่านต่อทั้งหมด

ครม.ไฟเขียว! มาตรการยกเว้นภาษีบริษัท รับนักโทษพ้นโทษแล้วเข้าทำงาน

19 มีนาคม 2020

สืบเนื่องจากกระทรวงยุติธรรมมีนโยบายพัฒนาและส่งเสริมอาชีพของผู้พ้นโทษ ผู้ถูกคุมประพฤติ เด็กและเยาวชนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเลื่อมล้ำให้บุคคลเหล่านี้สามารถประกอบอาชีพสุจริตเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวหลังพ้นโทษได้ โดยไม่กลับมากระทำความผิดซ้ำ แต่หลังจากพ้นโทษแล้วบุคคลเหล่านี้ถือเป็นบุคคลที่มีประวัติทางอาชญากรรม ส่งผลให้นายจ้างหรือผู้ประกอบการปฏิเสธรับเข้าทำงาน ดังนั้น รัฐจึงมีมาตรการส่งเสริมให้นายจ้างหรือผู้ประกอบการจ้างงานผู้พ้นโทษที่ได้รับการปล่อยตัว วันนี้(4 ก.พ.63) ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจ้างงานผู้พ้นโทษเข้าทำงาน) โดยมีสาระสำคัญคือ 1. กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรับผู้พ้นโทษที่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันที่ปล่อยตัวเข้าทำงาน สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างงานผู้พ้นโทษเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 2. กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นี้ ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 59 แห่งประมวลรัษฎากร ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตภายในกำหนดตามกฎหมาย ตั้งแต่เดือนที่รับผู้พ้นโทษเข้าทำงานจนถึงเดือนสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 3. กำหนดนิยาม “ผู้พ้นโทษ” หมายถึง นักโทษเด็ดขาด มีสัญชาติไทยที่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เนื่องจากครบกำหนดโทษตามหมายศาล ลดวันต้องโทษจำคุก หรือพักการลงโทษ ทั้งนี้ มาตรการทางภาษีดังกล่าวทำให้รัฐจัดเก็บภาษีลดลงประมาณ 6,732 ล้านบาท แต่มีประโยชน์ในการ 1) สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการจ้างงานผู้พ้นโทษให้มีอาชีพสุจริตก่อให้เกิดรายได้ที่พึ่งพาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี 2) สร้างโอกาสให้ผู้พ้นโทษกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมั่นคงและลดการกลับมากระทำความผิดซ้ำ 3)เสริมสร้างตลาดแรงงานในระบบเศรษฐกิจของไทยที่ขาดแคลนโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน สทนช.ชงผลศึกษาค่าน้ำเข้ากนช. หนุนการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ

อ่านต่อทั้งหมด

กรมราชทัณฑ์ วอนสังคมให้โอกาสผู้พ้นโทษ เปิดใจยอมรับให้ได้กลับตัว หวังไม่ให้กระทำผิดซ้ำ

19 มีนาคม 2020

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ ที่มีความประพฤติดีให้ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษและปล่อยตัว ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป โดยในครั้งนี้จะมีผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ จำนวน 2 กลุ่ม ซึ่งได้แก่ กลุ่มผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว คือ ผู้ต้องกักขัง ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ และผู้ต้องราชทัณฑ์ที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี รวมถึงผู้พิการ ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรง และชราภาพ เป็นต้น และกลุ่มผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ได้แก่ ผู้ต้องราชทัณฑ์นอกเหนือจากกลุ่มแรก โดยจะได้การลดโทษในอัตราส่วนมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับชั้นและฐานความผิด ทั้งนี้ พระราชกฤษฎีกา ฉบับนี้ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 4 พ.ค.62 เป็นต้นไป โดยระบุให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวอีกว่า ในระหว่างที่ผู้ต้องราชทัณฑ์ถูกควบคุมตัวอยู่ภายในเรือนจำทัณฑสถาน นั้น กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชน องค์กรต่างๆ ได้ร่วมกันเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์ ทั้งการให้การศึกษา อบรมพัฒนาจิตใจ การฝึกทักษะอาชีพ และการแนะแนวการประกอบอาชีพ อีกทั้งยังได้ร่วมกับเครือข่ายภาคสังคม ติดตาม ดูแล และช่วยเหลือผู้พ้นโทษ โดยหวังว่าสังคม ตลอดจนผู้ประกอบการหรือห้างร้านบริษัทต่างๆ จะให้โอกาสผู้พ้นโทษเข้าทำงาน ร่วมให้กำลังใจและเปิดใจยอมรับผู้ก้าวพลาด ให้ได้กลับตัวเป็นคนดีของสังคมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เขาเหล่านั้นหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

อ่านต่อทั้งหมด
ดูเพิ่มเติม